วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2557

กองทัพไทยกับการบรรเทาสาธารณภัย





กองทัพไทยกับการบรรเทาสาธารณภัย

โดย นาวาเอก พิสุทธิ์ศักดิ์  ศรีชุมพล



 ·    สถานการณ์และแนวโน้มภัยพิบัติ

         ทศวรรษที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ภัยพิบัติขนาดใหญ่เกิดขึ้นจำนวนมาก สร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน ระบบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมคิดเป็นมูลค่ามหาศาล สำหรับประเทศกำลังพัฒนา ภัยพิบัติเป็นอุปสรรคสำคัญในการบรรลุถึงเป้าหมายการพัฒนาที่จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของสังคมมนุษย์ดีขึ้น นอกจากนี้ หากการจัดการภัยพิบัติของรัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังของประชาชนได้แล้ว เสถียรภาพและความมั่นคงของรัฐบาลย่อมถูกกระทบกระเทือน

        แนวโน้มในอนาคต การเกิดภัยพิบัติและผลกระทบต่างๆ จะทวีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน นอกจากนั้นการขยายตัวของประชากรและการเติบโต    ของเมืองในช่วงที่ผ่านมา เป็นการขยายพื้นที่การตั้งถิ่นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจเข้าไปในเขตพื้นที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติ ทำให้แนวโน้มความสูญเสียและการรับมือกับภัยพิบัติมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากสถิติที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีความรุนแรงจำนวนกว่าครึ่งหนึ่งในโลกเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์สึนามิในไทยและอินโดนีเซียเมื่อปี ..2547 พายุไซโคลนนาร์กิสในพม่า การระเบิดของภูเขาไฟ "เมอราปิ" (Merapi) และแผ่นดินไหวในเมืองยอคยาการ์ต้าและบันดุงของอินโดนีเซีย พายุไต้ฝุ่นในเวียดนามและฟิลิปปินส์  สำหรับประเทศไทยในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมาต้องประสบกับภัยพิบัติที่รุนแรงมากขึ้นที่สำคัญ ได้แก่

ก)  กรณีการเกิดคลื่นยักษ์สึนามิในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อ ปี ๒๕๔๗ พิบัติภัยจากคลื่นสึนามิเมื่อ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๗ ถือเป็นภัยธรรมชาติร้ายแรงที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยได้รับ โดยมีผู้เสียชีวิตมากเป็นอันดับ รองจากประเทศอินโดนีเซีย ศรีลังกา และอินเดีย โดยมีผู้เสียชีวิต ,๓๐๙ คน สร้างความเสียหายกับทรัพย์สินต่างๆ ทั้งอาคาร โรงแรมขนาดใหญ่ ที่พักนักท่องเที่ยวประเภทบังกะโลและเกสต์เฮาส์ ร้านค้าและร้านอาหาร บริเวณชายหาด บ้านเรือนของราษฎรที่มีอาชีพทางการประมง ทรัพย์สินส่วนตัวของนักท่องเที่ยวที่ประสบภัย ยานพาหนะ เรือประมง และเรือของหน่วยงานราชการ ตลอดจนระบบสาธารณูปโภคของท้องถิ่น เช่น ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ และถนน คิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านบาท และยังก่อให้เกิดความเสียหายแก่ระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบนชายฝั่งเป็นวงกว้าง ได้แก่ ปะการังใต้น้ำ ป่าชายเลน แนวชายหาด และบริเวณปากแม่น้ำ

ข)  กรณีสถานการณ์มหาอุทกภัย   อุทกภัยในประเทศไทยเมื่อ ๒๕๕๔ เป็นเหตุการณ์เกิดน้ำท่วมในประเทศไทยหนักที่สุดในรอบสิบปี เนื่องจากมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนักทั้งชีวิตและทรัพย์สิน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย พบว่ามีพื้นที่ประสบอุทกภัย มีจังหวัดประสบภัย ๓๙ จังหวัด ราษฎรได้รับความเดือดร้อน ,๐๓๘,๒๔๘ คน ผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัย ๑๘๐ ราย ความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนและทางราชการราว ,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ ล้านบาท พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายกว่า . ล้านไร่

·         ความร่วมมือในการจัดการภัยพิบัติของอาเซียน

         ในโอกาสที่ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ๑๐ ประเทศ จะรวมกลุ่มกันเข้าสู่ความเป็นประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ในปี ๕๘ เพื่อการส่งเสริมสันติภาพ สันติสุขและความมั่นคงในภูมิภาค ความตระหนักถึงผลกระทบของภัยพิบัติขนาดใหญ่ในภูมิภาคนี้ของประชาคมอาเซียน ภายหลังจากที่ภูมิภาคอาเซียนได้ถูกคลื่นสึนามิในปี .. ๒๕๔๘ ซึ่งสร้างความเสียหายและความสูญเสียอย่างร้ายแรงในหลายประเทศ อาทิ อินโดนีเซีย ประเทศไทยและพม่า นำไปสู่ประเทศสมาชิกอาเซียนได้ลงนามความตกลงอาเซียนว่าด้วยการจัดการภัยพิบัติและการตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉิน (ASEAN Agreement on Disaster Management and Emergency Response, AADMER) เมื่อ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๔๘ ซึ่ง AADMER เป็นกฎหมายระหว่างประเทศฉบับแรกและฉบับเดียวในโลกที่มีผลผูกพันประเทศที่เป็นภาคีเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม สาระสำคัญของ AADMER คือการกำหนดกรอบความร่วมมือด้านการจัดการภัยพิบัติของอาเซียนในลักษณะครบวงจรของการบริหารจัดการภัยพิบัติครอบคลุมทั้งในยามปกติ ก่อนเกิดภัย (การกำหนดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ การเฝ้าระวัง การแจ้งเตือนภัย การป้องกัน การเตรียมความพร้อม) ในขณะเกิดภัย (การตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉิน การบรรเทาทุกข์) ภายหลังเกิดภัย (เช่นการบูรณะฟื้นฟู) ตลอดจนความร่วมมือทางด้านวิชาการ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การเสริมสร้างศักยภาพและขีดความสามารถ โดยมีศูนย์ประสานงานการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของอาเซียนหรือ AHA Centre ทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานกลางในการให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศสมาชิกเมื่อเกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่ขึ้น และเอกสารมาตรฐานวิธีการปฏิบัติและระบบเตรียมความพร้อมด้านการประสานงานการบรรเทาทุกข์และการตอบโต้สถานการณ์ภัยพิบัติฉุกเฉินของอาเซียน หรือ SASOP (Standard Operating Procedure for Regional Standby Arrangements and Coordination of Joint Disaster Relief and Emergency Response Operations) เป็นแนวทางการปฏิบัติของชาติสมาชิกเมื่อเกิดภัยพิบัติ

·    ความร่วมมือทางทหารในการจัดการภัยพิบัติของอาเซียน

            สำหรับความร่วมมือทางทหารของอาเซียนด้านการบรรเทาภัยพิบัติ ถือว่ามีความสำคัญโดยเป็นหัวข้อหลักในกรอบความร่วมมือกันด้านการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political-Security Community) ซึ่งได้บรรจุไว้ในเวทีการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน" หรือ ADMM (ASEAN Defense Ministers Meeting) และ "การประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา" หรือ ADMM-Plus 8 ประเทศ คือ สหรัฐฯ จีน รัสเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย ทั้งนี้ผลการประชุม ADMM – Plus ล่าสุดได้มีการให้ความเห็นชอบการเป็นประธานร่วมของคณะทำงาน ADMM – Plus ในวงรอบปี ๒๕๕๗ ๒๕๕๙ ดังต่อไป ) ความมั่นคงทางทะเล (บรูไน, นิวซีแลนด์) ) การแพทย์ทางทหาร (ไทย, สหพันธรัฐรัสเซีย) ) การปฏิบัติการรักษาสันติภาพ (กัมพูชา, สาธารณรัฐเกาหลี) ) การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ (สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว, ญี่ปุ่น) ) การต่อต้านการก่อการร้าย (สิงคโปร์, ออสเตรเลีย) และ ) ด้านการปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม (สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม, สาธารณรัฐอินเดีย) ซึ่งเห็นได้ว่าการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ (Humanitarian Assistance and Disaster Relief - HADR) ยังคงมีความสำคัญโดยเป็น ใน ของความร่วมมือหลัก

         จากแนวโน้มจากความรุนแรงและผลกระทบของปัญหาภัยพิบัติที่ทุกชาติในอาเซียนเผชิญอยู่ในปัจจุบันได้ทำให้กองทัพของประเทศสมาชิกอาเซียนปรับบทบาทจากการเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการพิทักษ์รักษาอำนาจอธิปไตย มาสู่ความเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ในการพิทักษ์รักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจากภัยธรรมชาติ ดังจะเห็นได้จากการพัฒนาและยกระดับการฝึกร่วมบรรเทาสาธารณภัยของกองทัพอาเซียนจากระดับทวิภาคีเป็นพหุภาคี เช่น การฝึกร่วมผสมกองทัพไทยและกองทัพมาเลเซีย (Joint Combined Exercise Thailand and Malaysia การฝึกร่วมบรรเทาสาธารณภัยไทย-กัมพูชา การฝึกร่วมบรรเทา        สาธารณภัยของกองทัพอาเซียน ประเทศบรูไน และการฝึกด้านมนุษยธรรมและบรรเทาสาธารณภัยของอาเซียน (ASEAN  HADR Multilateral Exercise)  ประเทศไทย ทั้งนี้เป็นการเตรียมความพร้อมของกองทัพชาติสมาชิกอาเซียนในการบรรเทาภัยพิบัติร่วมกันเมื่อเกิดสถานการณ์จริง ซึ่งจะพัฒนาไปสู่แนวคิดการรวมกลุ่มเป็นกองกำลังอาเซียนด้าน HA/DR ในอนาคต ซึ่งหลายชาติได้ริเริ่มนำเสนอแนวคิดนี้แล้วในเวทีการประชุมต่างๆ เช่น กองทัพอินโดนีเซียนำเสนอแนวคิดการใช้ทรัพยากรและศักยภาพทางทหารอาเซียนในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ

·    การจัดการภัยพิบัติของประเทศไทย

จากแนวโน้มของการเกิดสาธารณภัยมีความถี่ความรุนแรงและซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น ประเทศไทยจึงได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ โดยมุ่งหวังให้เกิดความสูญเสียจากสาธารณภัยน้อยที่สุด โดยมุ่งสู่การพัฒนาแบบยั่งยืน ทำให้การบริหารจัดการสาธารณภัยเปลี่ยนทิศทางจากเดิมที่เน้นเรื่อง บรรเทาและปฏิบัติการ (Relief and Response)” ไปเป็น ลดผลกระทบและเตรียมพร้อม (Mitigation and Preparedness)” การพัฒนาการจัดการสาธารณภัยจึงปรับเปลี่ยนไปสู่การปฏิบัติการในเชิงรุก (Proactive Approach) กล่าวคือจะต้องปฏิบัติการอย่างครบวงจร โดยเน้นไปที่การป้องกัน/การลดผลกระทบ (Prevention and Mitigation)และการเตรียมความพร้อม (Preparedness) ซึ่งอยู่ในช่วงระยะเวลาก่อนการเกิดสาธารณภัยควบคู่ไปกับการจัดการในภาวะฉุกเฉิน (Emergency Response) ซึ่งอยู่ในช่วงระยะเวลาระหว่างเกิดสาธารณภัย และการฟื้นฟูบูรณะ (Rehabilitation and Reconstruction) ซึ่งอยู่ในช่วงระยะเวลาหลังการเกิดสาธารณภัย ทั้งนี้แนวคิดนี้ได้บรรจุอยู่ในนโยบายการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติโดยเชื่อมโยงกับแผนอื่นๆ ได้แก่ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งภายใต้แผนและนโยบายจะมีความสัมพันธ์กัน

·    บทบาททหารในการบรรเทาสาธารณภัย

       รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ..๒๕๕๐ มาตรา๗๗รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์เอกราชอธิปไตยและบูรณาภาพแห่งเขตอํานาจรัฐและต้องจัดให้มีกําลังทหารอาวุธยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัยจําเป็นและเพียงพอเพื่อพิทักษ์รักษาเอกราชอธิปไตยความมั่นคงของรัฐสถาบันพระมหากษัตริย์ ผลประโยชน์แห่งชาติและการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขและเพื่อการพัฒนาประเทศ ดังนั้นทหารจึงมีหน้าที่ในการสนับสนุนรัฐบาลในเรื่องการจัดการภัยพิบัติและบรรเทาสาธารณภัยซึ่งแผนต่างๆของกองทัพไทยนอกจากจะกำหนดตามแนวคิดการจัดการภัยพิบัติของประเทศไทยข้างต้นแล้วยังยึดถือ ...ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ..๒๕๕๐ และแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ  ..๒๕๕๓ ๒๕๕๗  ซึ่ง มี กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นหน่วยรับผิดชอบหลักซึ่งได้กำหนดระดับความรุนแรงของสาธารณภัยออกเป็น

ระดับ ภัยทั่วไปหรือมีขนาดเล็ก : ผู้อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยท้องถิ่น รับผิดชอบ

ระดับ ภัยขนาดกลาง : ผู้อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด รับผิดชอบ

ระดับ   ภัยรุนแรงกว้างขวาง/ ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญหรืออุปกรณ์พิเศษ  : ผู้อำนวยการกลาง หรือ ผู้บัญชาการ

ผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (รมว.มท.) รับผิดชอบ

ระดับ ภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง นายกรัฐมนตรี รับผิดชอบ

โครงสร้างการจัดการสาธารณภัยกองทัพไทยสนับสนุนแผนบริหารจัดการสาธารณภัยไทย


   ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยของกองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ  จะทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการในเรื่องการสนับสนุนการบรรเทาสาธารณภัยและจัดการภัยพิบัติ โดยสั่งการใช้กำลังทหารของหน่วยกำลังในพื้นที่ ได้แก่ ทัพภาค ทัพเรือภาค และหน่วยบิน ทั้งนี้แผนระดับปฏิบัติจะยึดถือแผนบรรเทาสาธารณภัยกระทรวงกลาโหม พศ.๒๕๕๔ ซึ่งจัดทำขึ้นในกรอบยุทธศาสตร์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติและบันทึกข้อตกลงระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดและ ผู้บัญชาการทหารในพื้นที่ ซึ่งได้แบ่งการปฏิบัติออกเป็น ขั้น สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
๑)   การปฏิบัติของหน่วยทหารก่อนเกิดภัย เตรียมการช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยการการติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวัง การฝึกอบรมและฝึกร่วมกับฝ่ายราชการและพลเรือน การทบทวนแผนการปฏิบัติซึ่งรวมไปถึงการประสานกับฝ่ายพลเรือนในการจัดเตรียมพื้นที่ปลอดภัย เพื่อรองรับการอพยพและการจัดเตรียมกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ระบบสื่อสารในยามฉุกเฉิน
๒) การปฏิบัติของหน่วยทหารในขณะเกิดภัย โดยมีการปฏิบัติตามระดับความรุนแรงดังนี้
          .) การปฏิบัติในระดับความรุนแรงของภัยพิบัติขั้น - เป็นการสนับสนุนหน่วยงานราชการและฝ่ายพลเรือนเมื่อร้องขอ ทั้งนี้ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยของกองทัพไทยจะมีการเฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมกำลังพลยุทโธปกรณ์ให้พร้อมสามารถปฏิบัติงานได้ทันทีเมื่อระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้น และประสานการปฏิบัติกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องโดยใกล้ชิด
           .) การปฏิบัติในระดับความรุนแรงของภัยพิบัติขั้น กองทัพไทยและเหล่าทัพจะสั่งการให้หน่วยในพื้นที่ที่จัดกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และเครื่องมือต่าง เข้าปฏิบัติการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องโดยประสานการปฏิบัติและทำงานร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและมูลนิธิเอกชนในพื้นที่และรายงานให้ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยของกองทัพไทยรับทราบเพื่อเตรียมการสนับสนุนหากทรัพยากรและ    กำลังพลไม่เพียงพอ
           .) การปฏิบัติในระดับความรุนแรงของภัยพิบัติขั้น ภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง   ผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (นายกรัฐมนตรี) จะออกคำสั่งจัดตั้งศูนย์อำนวยการช่วยเหลือผู้ประสบภัยซึ่งศูนย์บรรเทาสาธารณภัยของกองทัพไทยจะทำหน้าที่สนับสนุนอย่างใกล้ชิด โดยจะสั่งการแบ่งมอบพื้นที่รับผิดชอบให้กับหน่วยขึ้นตรงในการเข้าช่วยเหลือและบรรเทาสาธารณภัยให้กับประชาชนในพื้นที่วิกฤติอย่างรวดเร็วซึ่งจะลดการสูญเสียชีวิตของประชาชนในช่วงภัยพิบัติรุนแรงได้อย่างมากรวมทั้งการปฏิบัติงานร่วมกับฝ่ายทหารต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศที่รัฐบาลอนุมัติให้เข้ามาปฏิบัติการทางด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติในประเทศไทย
๓) การปฏิบัติของหน่วยทหารหลังเกิดภัยพิบัติ  การฟื้นฟูบูรณะผู้ประสบภัยและโครงสร้างพื้นฐานเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของฝ่ายพลเรือน โดยมีกรมบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยปฏิบัติ สำหรับทหารให้การสนับสนุนส่วนราชการตามที่ได้รับการร้องขอ

·    การฝึกเพื่อเตรียมความพร้อมของกองทัพไทย

      เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการเตรียมความพร้อมทั้งองค์วัตถุและองค์บุคคลของกองทัพไทยในการสนับสนุนการบรรเทาสาธารณภัยและจัดการภัยพิบัติของรัฐบาล และภายใต้กรอบความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงทั้งระดับอาเซียนและความร่วมมือกับนานาชาติ สำนักวางแผนการฝึกร่วมและผสม กรมยุทธการทหาร ซึ่งเป็นหน่วยหลักในระดับนโยบายด้านการฝึกของกองทัพไทย จึงได้นำแผนบรรเทาสาธารณภัยกองทัพไทย ระเบียบปฏิบัติ และหลักปฏิบัติประจำ (SOP) ภายใต้กรอบความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ นำมาใช้ในการจัดการฝึกและการเข้าร่วมการฝึกการบรรเทาสาธารณภัยและจัดการภัยพิบัติทั้งในและนอกประเทศซึ่งเป็นการเสริมสร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจ ประสบการณ์และเตรียมความพร้อมของกำลังพล เครื่องมือและยุทโธปกรณ์ทางทหารที่ใช้ในการบรรเทาสาธารณภัยอันจะนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกันกับภาคพลเรือน รัฐบาล มูลนิธิ องค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นการลดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนหากเกิดภัยพิบัติที่รุนแรงเกิดขึ้นจริง สรุปการฝึกของกองทัพไทยในปีงป. ๕๖-๕๗ ในด้านการบรรเทาสาธารณภัย ได้ดังนี้

๑)   การฝึกซ้อมบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติ (Crisis Management Exercise : CMEX 13)สภาความมั่นคงแห่งชาติรับผิดชอบ จัดขึ้นที่ .ระยอง โดยการฝึกเป็นการทดสอบแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติแผนปฏิบัติการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแบบบูรณาการระดับกระทรวง ๑๗ ด้าน แผนผนึกกำลังและทรัพยากรเพื่อการป้องกันประเทศ ระบบบัญชาการเหตุการณ์ในการบริหารวิกฤตการณ์ และทดสอบศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล
๒)การฝึกบรรเทาสาธารณภัยร่วม  นายกรัฐมนตรี ได้กรุณาสั่งการให้กองบัญชาการกองทัพไทยรับผิดชอบจัดการฝึกการบรรเทาสาธารณภัยร่วมกับส่วนราชการ พลเรือนและภาคประชาสังคม โดยการฝึกเป็นการบูรณาการแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของหน่วยต่างๆ การฝึกเน้นทดสอบขีดความสามารถความพร้อมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ทางทหารในการสนับสนุนรัฐบาลในภัยพิบัติความรุนแรงระดับ -  
๓)  การฝึกซ้อมการบรรเทาภัยพิบัติ ในกรอบการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ASEAN Regional Forum Disaster Relief Exercise 2013) ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ โดยมีกองทัพไทยรับผิดชอบการฝึก FTX และ CPX การฝึกมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงระบบการบริหารจัดการภัยพิบัติและการบูรณาการเครื่องมือที่มีอยู่ให้สามารถสนับสนุนซึ่งกันและกันพัฒนาระเบียบปฏิบัติประจำสำหรับการประสานงานการบรรเทาภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉินร่วมกันในระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดย ๑๗ ประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ เข้าร่วมการฝึก
๔) การฝึก ASEAN  HADR Multilateral Exercise  (AHEx 14)  จัดขึ้นที่ .ฉะเชิงเทรา โดยกองทัพไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกับกองทัพมาเลเซีย การฝึกนี้เป็นการขยายกรอบจากการฝึกร่วม/ผสม ไทย - มาเลเซีย จากทวิภาคีเป็นพหุภาคีกับประเทศอาเซียนและมิตรประเทศ โดยการฝึกเป็นการทบทวนขั้นตอน/วิธีการปฏิบัติในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติของอาเซียนและมิตรประเทศ การทดสอบการใช้ขีดความสามารถทางทหารในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติภายใต้กรอบความตกลงอาเซียนด้านจัดการภัยพิบัติและตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ AADMER และการบูรณาการทรัพยากรและเครื่องมือที่มีอยู่ให้สามารถสนับสนุนซึ่งกันและกันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยมี กองทัพไทย ส่วนราชการ พลเรือน ภาคประชาสังคม ชาติในอาเซียนและมิตรประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี ออสเตรเลีย สหรัฐฯ องค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ UNOCHA , AHA Center , IFRC เข้าร่วมการฝึก
๕) การฝึกร่วมผสมไทย-กัมพูชา (Thai –  Cambodia Joint and Combined Exercise  2012)  กองทัพไทยเป็นเจ้าภาพ โดยเป็นการฝึกเพื่อพัฒนาแนวทางการปฏิบัติงานร่วมกันของประเทศในอาเซียนการฝึกประกอบด้วยการประชุมเชิงปฏิบัติการ การฝึกภาคสนาม โครงการช่วยเหลือประชาชนและการสาธิตเครื่องมือในการช่วยเหลือภัยพิบัติ ผู้เข้าร่วมการฝึกและผู้สังเกตการณ์จากชาติในอาเซียน รวมทั้งสิ้น ๑๓๐ คน
๖) การฝึกนอกประเทศ ได้แก่ การฝึกทางทหารอาเซียนด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติของอาเซียน (ASEAN Militaries Humanitarian Assistance and Disaster Relief Exercise: AHX) และ การฝึก The ASEAN Defence  Ministers’ Meeting-Plus Humanitarian Assistance & Disaster Relief and Military Medicine Exercise (ADMM-PLUS HADR & MM EX) จัดขึ้นที่ประเทศบรูไนมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับวิธีการหลักปฏิบัติด้านการบรรเทาและจัดการภัยพิบัติ การแพทย์ทางทหารของอาเซียน และการจัดทำระเบียบปฏิบัติประจำในการใช้ขีดความสามารถทางทหารเพื่อสนับสนุนด้านมนุษยธรรม การบรรเทาภัยพิบัติ และการแพทย์ทหาร ภายใต้กรอบความตกลงของ AADMER ประเทศที่เข้าร่วมการฝึกเป็นประเทศในกลุ่มอาเซียน และประเทศคู่เจรจาในกรอบความร่วมมือ ADMM-PLUS รวม ๑๘ ประเทศ สำหรับกองทัพไทยประกอบกำลังเป็นหน่วยเฉพาะกิจการฝึก AHX มี ผู้อำนวยการสำนกนโยบายและแผนการฝึกร่วมผสม  กรมยุทธการทหาร เป็นผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ จัดกำลังเข้าร่วมการฝึก ๑๔๙ นาย    
  บทสรุปผู้บริหาร

           แม้ว่าแนวโน้มสถานการณ์และภัยพิบัติจะมีมากขึ้นซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศซึ่งไม่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้นแต่รวมไปถึงกลุ่มประเทศอาเซียนและทั่วโลกด้วย ปัญหาในเรื่องการจัดการภัยพิบัติเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการบูรณาการทุกภาคส่วนหรือการผนึกกำลังกัน ทั้งนี้บทเรียน    ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นแม้จะสร้างความสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สิน ระบบเศรษฐกิจ ของประเทศไทย แต่เราก็ได้เรียนรู้ที่จะเตรียมความพร้อมโดยเฉพาะกองทัพไทยซึ่งมีเครื่องมือยุทโธปกรณ์ กำลังพล และพาหนะทางทหารที่มีขีดความสามารถในการเข้าถึงพื้นที่ภัยพิบัติต่างๆได้รวดเร็วและความสามารถที่จะดำรงขีดความสามารถหน่วยในพื้นที่เสี่ยงภัย (Mobility and Survivability) จากประสบการณ์ในเรื่องการบรรเทาสาธารณภัยที่กองทัพไทยได้รับในช่วงวิกฤตการณ์ภัยพิบัติของไทยและการส่งกำลังเข้าร่วมช่วยเหลือชาติประสบภัยในภารกิจการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต่างๆ ไปจนถึงการฝึกร่วมและผสมในเรื่อง HA/DRทั้งในและต่างประเทศ และการมีแผนงานระดับกองทัพที่ชัดเจนสอดคล้องกับแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ทำให้ปัจจุบันกองทัพไทยมีความพร้อมในการสนับสนุนรัฐบาลในเรื่องการบรรเทาสาธารณภัยได้เป็นอย่างดี ตลอดจนถึงการปฏิบัติการร่วมนานาชาติภายใต้กรอบความร่วมมือต่างๆซึ่งจะเป็นการลดความหวาดระแวงและเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านและนานาชาติและสร้างชื่อเสียงภาพลักษณ์ของประเทศไทยได้อย่างดี
________________________________

แนวทางพัฒนาการปฏิบัติการทางทหารร่วมกับอาเซียนในภารกิจการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและ การบรรเทาภัยพิบัติ (HA/DR) ของกองทัพไทย


โดย นาวาเอก พิสุทธิ์ศักดิ์  ศรีชุมพล ตำแหน่ง รอง ผอ.กคฝ.สวฝ.ยก.ทหาร  

      สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Southeast Asian Nations หรือASEAN)ก่อตั้งขึ้นตามปฏิญญากรุงเทพ (The Bangkok Declaration) เมื่อ ๘ ส..๒๕๑๐ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาค และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ ในปี ๕๘ อาเซียนทั้ง ๑๐ ประเทศจะรวมกลุ่มกันเป็นประชาคม (ASEAN Community) ตามคำขวัญของอาเซียนในกฎบัตรสมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ "วิสัยทัศน์เดียว อัตลักษณ์เดียว ประชาคมเดียว”(One Vision, One Identity, One Community)  โดยได้กำหนดเสาหลัก(Pillar) คือ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประชาคมสังคมวัฒนธรรมอาเซียน ทั้งนี้กองทัพไทยได้รับผิดชอบเรื่องความร่วมมือในเสาหลักประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน

                    
              ภาพการประชุม ADMM-Plus เมื่อ ๒๙ ส..๕๖

สภาวะแวดล้อมความมั่นคงที่ส่งผลกระทบต่อเสาหลักประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ได้แก่
๑. กำลังอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) แล้วจะพบว่าภูมิภาคอาเซียนตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์โลกเป็นที่รวมผลประโยชน์ของประเทศมหาอำนาจของโลกอันได้แก่สหรัฐและชาติพันธมิตรที่พยายามรักษาอิทธิพล/ผลประโยชน์และบทบาทนำในเวทีการเมืองระหว่างประเทศต่อจีน รัสเซียและกลุ่มประเทศตะวันออกกลางรวมทั้งพยายามกำจัดกลุ่มก่อการร้ายที่มองสหรัฐและพันธมิตร คือเป้าหมายในการทำลาย สำหรับอาเซียนแล้วต้องคงปรับนโยบายการเมืองระหว่างประเทศให้สมดุลทั้งสหรัฐและจีนโดยใช้กลไกความร่วมมือประชาคมอาเซียนในการแก้ปัญหาและสร้างอำนาจต่อรองกับประเทศมหาอำนาจ เช่น การประชุม รมว.กห.อาเซียนกับคู่เจรจารวมทั้งต้องวางมาตรการป้องกันไม่ให้เครือข่ายก่อการร้ายเข้ามาใช้พื้นที่ในประเทศเพื่อทำลายผลประโยชน์ของสหรัฐและพันธมิตรในประเทศตนซึ่งจะเป็นการทำให้ถูกกดดันจากสหรัฐและเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดีในการเมืองระหว่างประเทศ
๒. ปัญหาความมั่นคงภายในระหว่างประเทศในอาเซียน ได้แก่ ปัญหาการขัดแย้งในเรื่องพรมแดนระหว่างประเทศ ปัญหาทะเลจีนใต้ ปัญหาที่จะเกิดขึ้นหลังการรวมกลุ่มประชาคมอาเซียน เช่น ปัญหาแรงงานอพยพ การค้ามนุษย์ ปัญหาชนกลุ่มน้อย ปัญหาก่อการร้าย ซึ่งปัญหาเหล่านี้กระทบไม่เฉพาะประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้นแต่ยังมีผลต่อความมั่นคงภายในของประเทศที่มีอาณาเขตติดกันอีกด้วยซึ่งจำเป็นที่ทุกชาติควรต้องร่วมมือกันจัดการปัญหาข้ามพรมแดนเหล่านี้ เช่น การสร้างความร่วมมือในระดับอนุภูมิภาคระหว่างกัมพูชา ลาว พม่า และไทย ในกรอบความริเริ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง (Lower Mekong Initiative :LMI )
    . ปัญหาภัยพิบัติของอาเซียน รายงานสถานการณภัยพิบัติประจําปีที่จัดทําโดยโครงการ International Strategy for Disaster Reduction ขององค์การสหประชาชาติ ระบุว่าทวีปเอเชียเป็นภูมิภาคที่มีประชากรได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติมากที่สุดโดยเฉพาะภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์สึนามิในไทยและอินโดนีเซียเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๗ พายุไซโคลนนาร์กิสในพม่า มหาอุทกภัยในประเทศไทยเมื่อปี ๕๔ และพายุไห่เหยียนในฟิลิปปินส์ปี ๕๖ ซึ่งจากสภาวะโลกร้อนได้ทำให้ภัยพิบัติมีความรุนแรงและความถี่การเกิดมากขึ้นอีกทั้งการขยายตัวของประชากรและการเติบโตของเมืองในอาเซียนมีการขยายพื้นที่การตั้งถิ่นที่อยู่อาศัยและพื้นที่อุตสาหกรรมเข้าไปในเขตพื้นที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติทำให้แนวโน้มความสูญเสียและการรับมือกับภัยพิบัติของอาเซียนมีความซับซ้อนและรุนแรงมากยิ่งขึ้นตามไปด้วยซึ่งภัยพิบัติจะสร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน ระบบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมคิดเป็นมูลค่ามหาศาล โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาจะเป็นอุปสรรคสำคัญในการบรรลุถึงเป้าหมายการพัฒนาประเทศที่จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพลเมืองดีขึ้น นอกจากนี้ หากการจัดการภัยพิบัติของรัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังของประชาชนได้แล้ว เสถียรภาพและความมั่นคงของรัฐบาลย่อมถูกกระทบกระเทือนไปด้วย


ข้อมูลจาก The Humanitarian Practice Network (HPN) http://www.odihpn.org
      
    สำหรับภัยคุกคามจากภัยพิบัติธรรมชาติซึ่งเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และมีแนวโน้มการเกิด สูงขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นภัยคุกคามร่วมกันของประชาคมอาเซียนหรือ Common Threat นั้น ถือได้ว่ามีความสำคัญเช่นเดียวกับภัยความมั่นคงอื่นๆของอาเซียนอีกทั้งการที่อาเซียนร่วมมือกันในการจัดการภัยพิบัติจะสามารถสร้างสภาวะความไว้เนื้อเชื่อใจกันในระหว่างชาติอาเซียนซึ่งจะนำไปสู่การแก้ปัญหาการแข่งขันกันซื้ออาวุธทางการทหาร(Armed Race)ตามแนวคิด Balancing Power ได้และยังจะนำไปสู่การรวมกันเป็นกองกำลังอาเซียนเพื่อใช้ในการต่อรองและแก้ปัญหาจากอิทธิพลชาติมหาอำนาจและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆที่เกิดจากการรวมกลุ่มเศรษฐกิจของอาเซียนได้เช่นกัน และในโอกาสที่ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้๑๐ประเทศรวมกลุ่มกันเป็นประชาคมอาเซียน(ASEANCommunity)ในปี ๕๘ เพื่อการส่งเสริมสันติภาพสันติสุขและความมั่นคงในภูมิภาคความตระหนักถึงผลกระทบของภัยพิบัติขนาดใหญ่ในภูมิภาคนี้ของประชาคมอาเซียนนำไปสู่ประเทศสมาชิกอาเซียนได้ลงนามข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยการจัดการภัยพิบัติและการตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉิน(ASEAN Agreement on Disaster Management and Emergency Response, AADMER) เมื่อ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๔๘ ซึ่ง AADMER เป็นกฎหมายระหว่างประเทศฉบับแรกและฉบับเดียวในโลกที่มีผลผูกพันประเทศที่เป็นภาคีเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมโดยมีศูนย์ประสานงานการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของอาเซียนหรือAHACentreทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานกลางในการให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศสมาชิกเมื่อเกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่ขึ้นและเอกสารมาตรฐานวิธีการปฏิบัติและระบบเตรียมความพร้อมด้านการประสานงานการบรรเทาทุกข์และการตอบโต้สถานการณ์ภัยพิบัติฉุกเฉินของอาเซียนหรือSASOP(Standard Operating Procedure for Regional Standby Arrangements and Coordination of Joint Disaster Relief and Emergency Response Operations) เป็นแนวทางปฏิบัติ

        แนวทางการปฏิบัติของชาติสมาชิกเมื่อเกิดภัยพิบัติ

ความร่วมมือทางทหารในการจัดการภัยพิบัติของอาเซียน
 สำหรับความร่วมมือทางทหารของอาเซียนด้านการบรรเทาภัยพิบัติ ถือว่ามีความสำคัญโดยเป็นหัวข้อหลักในกรอบความร่วมมือกันด้านการเมืองและความมั่นคงอาเซียน(ASEAN Political-Security Community)ซึ่งได้บรรจุไว้ในเวทีการประชุมรัฐมนตรี

การฝึกของกองทัพไทยในภารกิจด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ (HA/DR)
      เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการเตรียมความพร้อมทั้งองค์วัตถุและองค์บุคคลของกองทัพไทยในการสนับสนุนการบรรเทาสาธารณภัยและจัดการภัยพิบัติของรัฐบาลและภายใต้กรอบความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงทั้งระดับอาเซียนและความร่วมมือกับนานาชาติ สำนักวางแผนการฝึกร่วมและผสม กรมยุทธการทหาร ซึ่งเป็นหน่วยหลักในระดับนโยบายด้านการฝึกของกองทัพไทย จึงได้นำแผนบรรเทาสาธารณภัยกองทัพไทย ระเบียบปฏิบัติ และหลักปฏิบัติประจำ (SOP) ภายใต้กรอบความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ นำมาใช้ในการจัดการฝึกและการเข้าร่วมการฝึกการบรรเทาสาธารณภัยและจัดการภัยพิบัติทั้งในและนอกประเทศซึ่งเป็นการเสริมสร้างองค์ความรู้ความเข้าใจประสบการณ์และเตรียมความพร้อมของกำลังพล เครื่องมือและยุทโธปกรณ์ทางทหารที่ใช้ในการบรรเทาสาธารณภัยอันจะนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกันกับภาคพลเรือน รัฐบาล มูลนิธิ องค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องซึ่งจะเป็นการลดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนหากเกิดภัยพิบัติที่รุนแรงเกิดขึ้นจริงดังจะเห็นได้จากการพัฒนาและยกระดับการฝึกร่วมบรรเทาสาธารณภัยของกองทัพอาเซียนจากระดับทวิภาคีเป็นพหุภาคีโดยการฝึกเป็นการทบทวนขั้นตอน/วิธีการปฏิบัติในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติของอาเซียนและมิตรประเทศ การทดสอบการใช้ขีดความสามารถทางทหารในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติภายใต้กรอบความตกลงอาเซียนด้านจัดการภัยพิบัติและตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ AADMER การบูรณาการทรัพยากรและเครื่องมือที่มีอยู่ให้สามารถสนับสนุนซึ่งกันและกันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยมี กองทัพไทย ส่วนราชการ พลเรือน ภาคประชาสังคม ชาติในอาเซียน มิตรประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ UNOCHA , AHA Center , IFRC เข้าร่วมการฝึก เช่น  การฝึกซ้อมการบรรเทาภัยพิบัติ ในกรอบการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกในปี๕๖ (2013 ASEAN Regional Forum Disaster Relief Exercise :ARF DiRex) จ.เพชรบุรี การฝึกด้านมนุษยธรรมและบรรเทาสาธารณภัยของอาเซียน ปี ๕๗ (ASEAN  HADR Multilateral Exercise )  ฉะเชิงเทรา และการฝึกทางทหารอาเซียนด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติของอาเซียนและการฝึกแพทรีกลาโหมอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา(ASEAN Defense Ministers Meeting: ADMM – Plus) โดยล่าสุดได้มีการให้ความเห็นชอบการเป็นประธานร่วมของคณะทำงาน ADMM – Plus ในวงรอบปี ๒๕๕๗ ๒๕๕๙ ดังนี้ ๑) ความมั่นคงทางทะเล (บรูไน, นิวซีแลนด์) ๒) การแพทย์ทางทหาร (ไทย, สหพันธรัฐรัสเซีย) ๓) การปฏิบัติการรักษาสันติภาพ (กัมพูชา, สาธารณรัฐเกาหลี) ๔) การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ (สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว,ญี่ปุ่น)๕)การต่อต้านการก่อการร้าย(สิงคโปร์,ออสเตรเลีย) และ ๖) ด้านการปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม (สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม, สาธารณรัฐอินเดีย)ซึ่งจากแนวโน้มจากความรุนแรงและผลกระทบของปัญหาภัยพิบัติที่ทุกชาติในอาเซียนเผชิญอยู่ในปัจจุบันได้ทำให้กองทัพของประเทศสมาชิกอาเซียนต้องปรับบทบาทจากการเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการพิทักษ์รักษาอำนาจอธิปไตยมาสู่ความเป็นองค์กรสนับสนุนในการพิทักษ์รักษาชีวิต/ทรัพย์สินของประชาชนจากภัยธรรมชาติด้วยย์ทหาร(ASEAN Defense Ministers’ Meeting-Plus Humanitarian Assistance & Disaster Relief and Military Medicine Exercise (ADMM-PLUS HADR & MM EX) ณ ประเทศบรูไน ทั้งนี้เป็นการเตรียมความพร้อมของกองทัพชาติสมาชิกอาเซียนในการบรรเทาภัยพิบัติร่วมกันเมื่อเกิดสถานการณ์จริงซึ่งจะพัฒนาไปสู่การรวมกลุ่มเป็นกองกำลังอาเซียนด้าน HA/DR ในอนาคต



ภาพการฝึก ASEAN Defense Ministers’ Meeting-Plus Humanitarian Assistance & Disaster Relief, Military Medicine Exercise (ADMM+ HADR & MM EX) or 2nd AHX Exercise ปี ๕๖ ณ ประเทศบรูไน

การเพิ่มบทบาทของกองทัพไทยในการปฏิบัติการร่วมนานาชาติเรื่อง HA/DR
    กองทัพไทยส่งกำลังทางทหารในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติร่วมกับทหารมิตรประเทศและประเทศในอาเซียนเมื่อได้รับการร้องขอจากรัฐบาล มี  ๓ กรณีได้แก่
๑.ภัยพิบัติเกิดขึ้นในประเทศไทย ในระดับ ๓-๔ ในกรณีที่รัฐบาลไทยตอบรับการให้ความช่วยเหลือของประเทศอาเซียน ชาติพันธมิตร สหประชาชาติและองค์กรระหว่างประเทศตามพันธกรณีและข้อตกลง
๒. ภัยพิบัติเกิดขึ้นในประเทศภูมิภาคอาเซียนโดยปฏิบัติตามข้อตกลง ADMEER
๓.    ภัยพิบัติเกิดขึ้นในภูมิภาคอื่นและรัฐบาลสั่งการเช่นกรณีภารกิจด้านมนุษยธรรมในอิหร่าน
  แนวทางการสร้างความร่วมมือทางทหารเพื่อนำไปสู่การเป็น HA/DR ASEAN Combined Task Force[1] นั้น มีแนวคิดเริ่มจากการพัฒนาความร่วมมือและเสริมสร้างความสัมพันธ์เพื่อลดความหวาดระแวงระหว่างกันในกลุ่มประชาคมอาเซียนก่อนโดยเริ่มจากการแลกเปลี่ยนการศึกษา การแลกเปลี่ยนการเยือนในทุกระดับ การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารร่วมกัน การฝึกร่วม/ผสมทางทหารของกลุ่มประเทศอาเซียนไปจนถึงการปฏิบัติการทางทหารของชาติอาเซียนร่วมกันในพื้นที่เขตแดนของประเทศตนหรือพื้นที่รับผิดชอบ เช่น การลาดตระเวนร่วมทางทะเล/ชายแดน การปฏิบัติการรักษาสันติภาพ อันจะนำมาซึ่งความไว้วางใจกันจนเพิ่มระดับความร่วมมือจนนำไปสู่การจัดทำข้อตกลงความร่วมมือทางทหารในกลุ่มประชาคมอาเซียนเพื่อการจัดตั้งกำลังเฉพาะกิจอาเซียนซึ่งควรจะเริ่มจากด้านHA/DRก่อนเนื่องจากเป็นภัยคุกคามร่วม (Common Threat) ของทุกประเทศและเพื่อการลดความหวาดระแวงระหว่างกันจนพัฒนาไปสู่กองกำลังเฉพาะกิจอาเซียนในการไปปฏิบัติภารกิจในด้านมนุษยธรรมการบรรเทาภัยพิบัติและการรักษาผลประโยชน์ของประชาคมอาเซียนเพื่อเพิ่มบทบาทการเมืองระหว่างประเทศของอาเซียนในเวทีโลกในอนาคต

                                               ASEAN Combined Task Force                                                                                 ASEAN Combined Task Force                                 

ภาพการสร้างความร่วมมือทางทหารเพื่อพัฒนาไปสู่ ASEAN Combined Task Force

หลักพื้นฐานในการใช้กำลังทหารในภารกิจด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ[2]
หลักการในการใช้กำลังทหารในภารกิจ HA/DR เมื่อประเทศผู้ประสบภัยพิบัติ (Affected State) ได้ตอบรับความช่วยเหลือประเทศที่ให้ความช่วยเหลือ (Assisting State) โดยทั้งสองประเทศจะทำข้อตกลงในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติรวมทั้งจะจัดทำสถานะของกองกำลังในประเทศผู้ประสบภัยหรือ SOFA สำหรับชาติในอาเซียนจะปฏิบัติตามข้อตกลง AADMER และแนวทางปฏิบัติใน SASOP ทั้งนี้ทหารของชาติในอาเซียนมีบทบาทนำหลักในเรื่อง HA/DR โดยเป็นกลไกที่ทุกชาติในอาเซียนยอมรับความสำคัญ
     เมื่อกองกำลัง HA/DR ของประเทศที่ให้ความช่วยเหลือเข้าพื้นที่ภัยพิบัติ นอกจากปฏิบัติตามสถานะกองกำลังตามข้อตกลงดังกล่าวแล้วยังต้องเคารพวัฒนธรรม อำนาจอธิปไตย และปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายมนุษยธรรม กฎหมายและแผนบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติของประเทศที่ประสบภัย โดยยึดถือหลักปฏิบัติพื้นฐานด้านมนุษยธรรม ได้แก่ หลักมนุษยธรรม (Humanity) ความไม่ลำเอียง (Impartiality) ความเป็นกลาง (Neutrality) และหลักพื้นฐาน Do Not Harm อย่างเคร่งครัด  ตัวอย่างเช่นในเรื่อง การใช้ Force Protection จะใช้ตำรวจหรือทหารของประเทศประสบภัยพิบัติรับผิดชอบดูแลคุ้มครองความปลอดภัยของรถขนส่งยุทโธปกรณ์รวมทั้งท่าเรือ ที่พักหรือแค้มป์ของประเทศที่ให้ความช่วยเหลือเมื่อเข้าพื้นที่ประสบภัยพิบัติ เรื่องการตั้งโรงพยาบาลสนามในพื้นที่ประสบภัยต้องอยู่ในมาตรฐานสากลแล้วการใช้ยาต้องได้รับการอนุมัติจากหน่วยแพทย์ประเทศผู้ประสบภัยก่อนนำไปใช้กับผู้ประสบภัยสำหรับประเทศผู้ประสบภัยควรให้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่กองกำลังของประเทศที่ให้ความช่วยเหลือให้สามารถเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วเพื่อลดการสูญเสียชีวิตของผู้ประสบภัยซึ่งจะอยู่ในช่วงสัปดาห์แรกหลังภัยพิบัติเกิดขึ้น เช่น มาตรการศุลกากร(Custom) การเข้าเมือง (Immigration) การงดเว้นภาษี การสนับสนุนระบบขนส่ง การจัดตั้งศูนย์ประสานงานนานาชาติทั้งศูนย์ประสานงานทหาร-ทหารหรือ MNCC (Multi National Coordination Center) และศูนย์ประสานงานทหาร-พลเรือน Civil-Military Coordination Center (CMOC) เพื่อการประสานงานระหว่างประเทศผู้ประสบภัย ประเทศให้ความช่วยเหลือ องค์กรระหว่างประเทศการทำแผนร่วม (Joint Plan) ในภารกิจช่วยผู้ประสบภัย งานมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติในพื้นที่ภัยพิบัติ สำหรับทหารจะถูกกำหนดออกมาเป็นคำสั่งปฏิบัติการซึ่งจะมีแนวคิดการปฏิบัติแยกออกเป็นขั้นตั้งแต่ขั้นการเข้าประเทศผู้ประสบภัย  ขั้นการเคลื่อนย้ายกำลังเข้าพื้นที่ภัยพิบัติ  ขั้นปฏิบัติการ ขั้นการส่งมอบภารกิจและขั้นกลับประเทศ
รูปแบบการปฏิบัติการของทหารในภารกิจด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ ทหารควรจะปฏิบัติในลักษณะ Indirect Support เช่น การส่งมอบอาหารและยาให้กับองค์กร UN หรือองค์กรช่วยเหลือของประเทศผู้ประสบภัยเพื่อนำส่งต่อผู้ประสบภัยพิบัติและการสนับสนุนในเรื่องการสาธารณสุขและโครงสร้างพื้นฐาน(InfrastructureSupport)
สำหรับการช่วยในลักษณะ Direct Support เช่น การส่งมอบอาหารและยาผู้ประสบภัยโดยตรงนั้นจะขัดกับหลักการในเรื่อง Last Resort ทั้งนี้อาจจะกระทำได้หากเป็นการปฏิบัติร่วมกับทหารชาติที่ประสบภัยหรือได้รับการร้องขอการช่วยเหลือจากประเทศประสบภัย
    ขีดความสามารถของกองทัพไทยในการปฏิบัติการร่วมกับนานาชาติในภารกิจ HA/DR
กองทัพบก  ด้านการสนับสนุนของทหารช่าง (Infrastructure Support) เช่น สร้างสะพาน ถนน การค้นหาและช่วยชีวิตแบบ Urban SAR  และ Jungle SAR และภัยพิบัติที่มาจากสารเคมีรั่วไหล (Chemical Leakage)
 กองทัพเรือ  ในการปฏิบัติการนอกประเทศนั้น กองทัพเรือมีเรือขนาดใหญ่ที่สามารถใช้เป็นฐานบัญชาการในการควบคุมบังคับบัญชาและการสื่อสาร ขีดความสามารถด้านการเป็นเรือพยาบาล การอพยพและช่วยเหลือผู้ประสบภัย เป็นฐานบินของเฮลิคอปเตอร์ และเป็นเรือขนส่งยุทโธปกรณ์ลำเลียงอาหารและเวชภัณฑ์สนับสนุนหน่วยช่วยเหลือด้านบรรเทาภัยพิบัติและช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของกำลังกองทัพบกที่ไปปฏิบัติการบนบกได้เป็นอย่างดีทั้งนี้จากการที่เรือสามารถปฏิบัติการในทะเลได้นานทำให้กองทัพเรือมีขีดความสามารถในการดำรงอยู่ในสภาวะแวดล้อมในพื้นที่ปฏิบัติการที่ประสบภัยพิบัติในห้วงวิกฤติหลังภัยพิบัติซึ่งมีโรคระบาดและผลกระทบต่อเนื่องของภัยพิบัติ เช่น แผ่นดินไหว แผ่นดินถล่ม ฝนตกหนัก พายุถล่มในพื้นที่ ตัวอย่างเช่น ภารกิจการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิ ในปี ๔๗ ทั้งนี้ล่าสุดกองทัพเรือได้ขึ้นระวางประจำการเรือหลวงอ่างทองในปี ๕๕ ซึ่งมีภารกิจโดยตรงในการช่วยเหลือประชาชนในการบรรเทาสาธารณภัย ค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล การขนส่งลำเลียงทางทะเล เรือบัญชาการและฐานปฏิบัติการในทะเล จึงเป็นเครื่องยืนยันขีดความสามารถรองรับภารกิจด้านการบรรเทาสาธารณภัยนอกประเทศในภูมิภาคอาเซียนของกองทัพเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นแนวคิดการใช้กำลังทางเรือเช่นเดียวกับที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ทางเรือของสหรัฐ จีน รวมไปถึงหลายชาติในอาเซียนซึ่งเห็นได้ชัดเจนในการที่สหรัฐ จีน สิงคโปร์ และมาเลเซียได้นำเรือเข้าร่วมการฝึกทางทหารอาเซียนด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติของอาเซียนที่ประเทศบรูไนในปี ๕๗ ที่ผ่านมา
   กองทัพอากาศ  ด้านการขนส่งลำเลียงทางอากาศ การแพทย์ทหาร การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินทางอากาศ
 นทพ.บก.ทท.ด้านการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากตึกถล่ม การสนับสนุนด้านสาธารณูปโภค


                                                   ภาพการฝึกซ้อมบรรเทาภัยพิบัติ 

         ทั้งนี้การปฏิบัติการในภารกิจ HA/DR ในการเข้าช่วยเหลือชาติในอาเซียน ด้วยสภาวะแวดล้อมภัยพิบัติที่ต้องการการควบคุมในลักษณะ Secure and Control จากโรคติดต่อในพื้นที่ปฏิบัติการนั้น เห็นควรใช้ศักยภาพของทุกกองทัพให้เต็มที่โดยกองทัพบกเป็นกองกำลังหลักสนับสนุนด้วยกองทัพเรือ กองทัพอากาศในการลำเลียงหรือเป็นฐาน/ศูนย์บังคับบัญชา จึงจะสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงควรริเริ่มเน้นการฝึกHA/DR ในเวทีการฝึกร่วมกองทัพไทยและการเข้าร่วมการฝึกร่วมนานาชาติเพื่อเตรียมความพร้อมกองทัพไทย

รูปแบบในการจัดตั้งกองกำลังอาเซียนด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ (ASEAN HA/DR Task Forces)
ด้วยแนวโน้มภัยพิบัติขนาดใหญ่ส่งกระทบต่อทุกชาติในอาเซียนดังนั้นทุกชาติในอาเซียนควรต้องปกป้องผลประโยชน์ร่วมโดยการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาถึงจะอยู่รอดและลดความสูญเสียต่อชีวิตผู้ประสบภัย และผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจมหภาคของอาเซียน จนไปถึงผลกระทบต่อผลประโยชน์หรือตลาดการค้าและฐานการผลิตของประเทศมหาอำนาจเช่น จีน ญี่ปุ่น สหรัฐซึ่งเป็นคู่ค้าใหญ่ของอาเซียนซึ่งได้ทำให้ประเทศเหล่านี้ได้กำหนดนโยบายยุทธศาสตร์ในการให้ความช่วยเหลือด้าน HADR แก่ประเทศอาเซียน ทั้งนี้หากจะพิจารณาขีดความสามารถของกองทัพทุกชาติในอาเซียนโดยนำมารวมเป็นกองทัพอาเซียน (ASEAN Combined Task Force) เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาคมอาเซียนเองแล้ว จะพบว่ากองทัพอาเซียนมีขีดความสามารถสูงในทุกมิติทั้งกองทัพบก กองทัพเรือและกองทัพอากาศอาเซียน ซึ่งเพียงพอกับพื้นที่ปฏิบัติการในภูมิภาคและสามารถนำมาต่อรองกับประเทศมหาอำนาจ การป้องปราม และต่อต้านภัยคุกคามในรูปแบบต่างๆได้โดยเฉพาะภารกิจด้าน HA/DR ได้เป็นอย่างดี โดยปัจจุบันอาเซียนได้บรรจุความร่วมมือระหว่างกองทัพอาเซียนในเรื่อง HA/DR ไว้ในการประชุม ASEAN Defense Ministers’ Meeting-Plus (ADMM Plus) ซึ่งได้มีการพัฒนาการใช้ขีดความสามารถทางทหารร่วมกันผ่านการฝึกร่วมของอาเซียนเช่น การฝึก Humanitarian Assistance & Disaster Relief ณ ประเทศบรูไน  และการฝึก AHX14 ณ จว.ฉะเชิงเทราประเทศไทยซึ่งอันจะนำไปสู่การจัดตั้งระบบASEAN Stand- by Arrangement System และต่อยอดเป็น ASEAN HA/DR  Combined Task Forceในอนาคต

                   
ความสำเร็จของการฝึกด้านการบรรเทาและจัดการภัยพิบัติ AHX14 ณ ประเทศไทย

       ทั้งนี้ปัญหาสำคัญในปัจจุบันคือการจัดทำแนวทางความร่วมมือทางทหารในเอกสารมาตรฐานวิธีการปฏิบัติและระบบเตรียมความพร้อมด้านการประสานงานการบรรเทาทุกข์และการตอบโต้สถานการณ์ภัยพิบัติฉุกเฉินของอาเซียน หรือ SASOP ซึ่งเห็นควรจะผลักดันให้มีการดำเนินการในเวทีการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา" หรือ ADMM-Plus 8 ประเทศ คือ สหรัฐฯ จีน รัสเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย โดยให้ประธานร่วมของคณะทำงาน ADMM – Plus ในวงรอบปี ๒๕๕๗ ๒๕๕๙ ในด้านการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ (สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว, ญี่ปุ่น) รับผิดชอบจัดการประชุม Workshop หรือจัดการฝึกในลักษณะ TTX รวบรวมข้อคิดเห็นควบคู่ไปกับการฝึกซึ่งจะได้ทั้งภาคทฤษฎี และการทดสอบแนวทางปฏิบัติดังกล่าวผ่านการฝึก CPX ต่อไปเพื่อให้การปฏิบัติการทางทหารของอาเซียนมีแนวทางและกรอบการปฏิบัติงานร่วมกันที่ชัดเจนรวมไปถึงการพัฒนาเอกสารการปฏิบัติการทางทหารของชาติอาเซียนในเรื่อง HA/DR โดยอาจจะนำเอกสารการปฏิบัติการร่วมนานาชาติ  MNF SOP ซึ่งหลายชาติใช้ในการฝึกร่วมกับชาติพันธมิตรมาพัฒนาให้เป็นเอกสารการปฏิบัติการร่วมของทหารในอาเซียนเอง

      ระบบเตรียมพร้อมด้าน HA/DR ของอาเซียนควรเป็นอย่างไร ภายใต้ข้อตกลง ADMEER ปัจจุบันยังไม่มีการเสนอจัดตั้งกองกำลังเตรียมพร้อมด้าน HA/DR อาเซียน (HA/DR ASEAN Stand-by Arrangement System) เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าควรนำระบบ United Nation Stand-by Arrangement System: UNSAS  ซึ่งหลายชาติในอาเซียนใช้ในการส่งกำลังทหารเข้าร่วมปฏิบัติการรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ มาเป็นต้นแบบของระบบกำลังเตรียมพร้อมด้าน HA/DR ของอาเซียน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การส่งบัญชีกำลังชุด Stand by Arrangement  มาตรฐานการปฏิบัติงานร่วม การฝึกเตรียมพร้อมกองกำลัง เป็นต้น รวมทั้งการจัดตั้งคลัง Disaster Relief Logistic System for ASEAN เพื่อสนับสนุนทุกประเทศอาเซียน สำหรับกองทัพไทยแล้วการพัฒนาขีดความสามารถทางทหารด้าน HA/DR ควรจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมสำหรับกองทัพไทยในลักษณะเดียวกับศูนย์สันติภาพจอมทัพไทย เพื่อสร้างบทบาทนำในอาเซียนด้านการให้ความสำคัญในเรื่อง HA/DR รวมทั้งเป็น Focal Point กองทัพไทยตาม SASOP Process โดยเน้นการฝึกสร้างจุดแข็งพัฒนาเพิ่มในขีดความสามารถของเหล่าทัพและ นทพ. ที่มีอยู่ในปัจจุบันและการสร้างเสริมประสบการณ์โดยการส่งกำลังทหารไปภารกิจด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ
         สรุปได้ว่าปัจจุบันกองทัพไทยมีความพร้อมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ในการรองรับภารกิจด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติในภูมิภาคอาเซียนได้เป็นอย่างดีอย่างไรก็ตามกองทัพไทยควรต้องพัฒนากำลังพลที่จะเข้าไปปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานต่างประเทศให้มีความเป็นมืออาชีพซึ่งหมายถึง 
         ๑. ทีมระดับยุทธวิธีมีประสบการณ์และขีดความสามารถในภารกิจ HA/DR 
         ๒. ทีมวางแผนร่วมมีทักษะและความรู้ในการทำงานภายในศูนย์ประสานงานนานาชาติ (Multi -National Coordination Center: MNCC) ซึ่งเน้นการปฏิบัติการร่วมทหาร - ทหาร และงานการประสานการปฏิบัติร่วมกับศูนย์ประสานงานพลเรือน - ทหาร (Civil-Military Coordination Center: CMCC) ซึ่งต้องมีความรู้ในเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายด้านมนุษยธรรม เอกสารหลักปฏิบัติการร่วมนานาชาติที่กองทัพในอาเซียน องค์กรระหว่างประเทศใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ ASEAN SASOP, MNF SOP APC MADRO และ Oslo Guidelines ได้เป็นอย่างดี และสุดท้ายคือเครื่องมือ ยุทโธปกรณ์และการพัฒนาทักษะทางภาษาอังกฤษให้กำลังพล

         ก้าวต่อไปของกองทัพไทยในประชาคมอาเซียน จากวิสัยทัศน์กองทัพไทย กองทัพไทยเป็นกองทัพชั้นนำในด้านความมั่นคงของรัฐและอาเซียน คงเป็นการยืนยันการวาง Positioning หรือภาพลักษณ์ของกองทัพไทยตามหลักการบริหาร (Management) ได้เป็นอย่างดี ดังนั้นคงจะสามารถตอบคำถามได้ว่าก้าวต่อไปของกองทัพไทยในประชาคมอาเซียนคือ การก้าวเป็นกองทัพชั้นนำที่มีบทบาทนำในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งภารกิจสนับสนุนการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติหนึ่งในภารกิจในการรักษาผลประโยชน์ของชาติร่วมกันในภูมิภาคอาเซียน ดังนั้น Road Map ที่จะนำกองทัพไทยไปสู่การเป็นหน่วยงานความมั่นคงที่มีบทบาทนำในภูมิภาคอาเซียนซึ่งหมายถึงบทบาทนำทั้งนโยบายและบทบาทนำในด้านการปฏิบัติการทางทหารด้าน HA/DR เพื่อให้เป็นที่เชื่อมั่นแก่ประชาชนและกองทัพในประชาคมอาเซียน โดยบทบาทนำด้านนโยบาย ได้แก่ การริเริ่มเสนอมาตรการในการแก้ปัญหาสำคัญของประชาคมอาเซียนในการพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชาติร่วมกันของทุกชาติผ่านการประชุมระดับผู้บังคับบัญชาชั้นสูง (Senior Commander) ในเวทีการประชุม รมว.กห.อาเซียน (ADMM) และการประชุม ผบ.เหล่าทัพอาเซียน ลงสู่ระดับเสนาธิการ (Staff) ทั้งการประชุมระดับทวิภาคีและพหุภาคี จนพัฒนาเป็นแผนประจำปีกองทัพประชาคมอาเซียน (ASEAN Armed Force Year Plans) ได้แก่แผนการฝึกร่วมและผสมทั้ง  แผนการเยือนผู้บังคับบัญชา การเยี่ยมเมืองท่าของหมู่เรือและอากาศยาน การแลกเปลี่ยนการศึกษา การแลกเปลี่ยนการข่าวและส่งกำลังร่วมกันและที่สำคัญคือแผนการปฏิบัติการทางร่วมกันในลักษณะกองทัพอาเซียน ซึ่งควรจะเริ่มจากการฝึกด้านการบรรเทาภัยพิบัติก่อนเนื่องจากเป็นภัยคุกคามร่วมกัน มีความเร่งด่วนและและเป็นความเสี่ยงที่มีผลกระทบรุนแรงต่อชีวิตประชากรและระบบเศรษฐกิจมหภาคของอาเซียน รวมทั้งเป็นการลดการหวาดระแวงทางการทหาร ซึ่งได้ริเริ่มขึ้นแล้วในการฝึก ADMM Plus ที่ประเทศบรูไนเมื่อปี ๕๖ สำหรับบทบาทนำในระดับการปฏิบัติการทางทหาร คือ กองทัพไทยต้องมีขีดความสามารถของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ในการปฏิบัติการทางทหารร่วมกับกองทัพในชาติอาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือความเป็นมืออาชีพนั่นเอง โดยหน่วยเตรียมกำลังรบคือเหล่าทัพ ต้องสร้าง นักรบไทยให้มีความเชี่ยวชาญทั้งการวางแผนยุทธการไปถึงการปฏิบัติงานจริงในระดับยุทธวิธีร่วมกับชาติในอาเซียนและพันธมิตร ดังนั้นการพัฒนาองค์ความรู้และการจัดหายุทโธปกรณ์จึงต้องทำควบคู่ไปกับ การฝึกอย่างไร รบอย่างนั้น จึงจะได้ความชำนาญและความเป็นทหารมืออาชีพรวมทั้งการปลูกฝังค่านิยมกองทัพไทย ได้แก่ ทหารอาชีพ ความจงรักภักดี ความกล้าหาญ และ การทำงานเป็นทีม เพื่อสร้างความภูมิใจในอาชีพในการเป็นทหารอันจะนำไปสู่การมีบทบาทนำในกองทัพชาติอาเซียนซึ่งจะทำให้ประชาชนในอาเซียนเกิดความมั่นใจในคุณค่าของกองทัพอาเซียน คือ กองทัพอาเซียนที่ประชาคมอาเซียนเชื่อมั่นและภาคภูมิใจ


อ้างอิง
[1] พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.ทสส. กล่าวในพิธีเปิดการประชุม ผบ.ทร.อาเซียนครั้งที่ ๘ ว่าการประชุมในวันนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งในภาพรวมของกองทัพในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในอนาคตจะมีการตั้งเป็นกองกำลังอาเซียนและการส่งกำลังไปรักษาสันติภาพแทนที่จะไปประเทศใดประเทศหนึ่งแต่เราจะรวมกันไป ใครที่มีศักยภาพในด้านใดก็ส่งไปพร้อมกับตั้งเป็นหน่วยเฉพาะกิจอาเซียน ซึ่งเราได้มีข้อตกลงกันระหว่างกองทัพในอาเซียน
[2] เอกสารอ้างอิง 
  Asia-Pacific Regional Guidelines For The Use Of Foreign Military Assets In Natural Disaster Response Operations
  Guidelines On The Use of Foreign Military and Civil Defence Assets In Disaster Relief - “Oslo Guidelines”

บทความล่าสุดที่เผยแพร่

การรักษาความมั่นคงทางทะเลเพื่อการคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติใน พื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนระหว่างไทยและกัมพูชา

  ๑ . แผนที่เขตไหล่ทวีปของไทย                                   ๒ . แผนที่ OCA ใน MOU 44      ๓ . แผนที่เขตไหล่ทวีปกัมพูชา ภาพที่ ๑ การประก...

บทความที่ได้รับความนิยม